
กู้ซื้อรถไฟฟ้า ดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขและคุณสมบัติ ใครกู้ได้บ้าง?
กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังมาแรงสุด ๆ จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังวางแผนซื้อรถ EV ไว้ใช้สักคัน ตอนนี้ถือเป็นจังหวะดีอย่างมาก เพราะล่าสุดรัฐบาลได้เปิดทางให้ประชาชนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสิน จะมีรายละเอียดและเงื่อนไขอย่างไร เราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาให้แล้ว
สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน (Soft Loan GSB)
มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Soft Loan วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท ของธนาคารออมสิน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบ จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และสนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาดของรัฐบาล โดยวงเงินทางโครงการจะแบ่งเป็น 2 ส่วนสำหรับสินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ และ สินเชื่อกู้ซื้อรถไฟฟ้า โครงการละ 5,000 ล้านบาท
เงื่อนไขและคุณสมบัติผู้กู้ซื้อรถไฟฟ้า

ผู้กู้: บุคคลทั่วไป อายุ 20 ปีขึ้นไป ได้ทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ เป็นการให้สินเชื่อใหม่ ไม่รับรีไฟแนนซ์
อัตราดอกเบี้ย: รถยนต์ EV ดอกเบี้ยไม่เกิน 5% ต่อปี ส่วนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ต่อปี
วิธีการกู้: ไม่สามารถกู้ตรงกับธนาคารออมสิน ต้องยื่นกู้ผ่านสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ลีสซิ่งหรือ Non-Bank (ไฟแนนซ์) และ ธนาคารพาณิชย์อื่นๆ
ประเภทรถที่รองรับ
- รถไฟฟ้า 100% (BEV)
- Plug-in Hybrid (PHEV)
- Hybrid (HEV)
- พลังงานไฮโดรเจน (FCEV)
ครอบคลุมทั้งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เฉพาะรถใหม่ป้ายแดงเท่านั้น
ระยะเวลาผ่อนชำระ: สูงสุดตามเงื่อนไขแต่ละสถาบันการเงิน แต่ดอกเบี้ยพิเศษตามโครงการจะครอบคลุมในช่วง 5 ปีแรกเท่านั้น
ระยะเวลายื่นคำขอ: ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาทจะหมด หากวงเงินเต็มก่อนจะปิดรับทันที
ช่องทางติดต่อเพิ่มเติม: www.gsb.or.th และ GSB Contact Center โทร 1115
ทำไมรัฐบาลถึงออกมาตรการนี้?
- เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์มีสัดส่วนสูงถึง 10-12% ของ GDP และมีการจ้างงานกว่า 6-8 แสนคน
- เพื่อสิ่งแวดล้อม มุ่งลดฝุ่น PM 2.5 และลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว
- เพื่อความยั่งยืน ช่วยให้ประชาชนและธุรกิจปรับตัวเข้าสู่พลังงานสะอาดท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก

การปรับเปลี่ยน “มาตรการ EV 3.5”
ปัจจุบันการอุดหนุนรถ EV เริ่มลดวงเงินลง แต่เน้นให้ผู้ประกอบการต้องผลิตในไทยมากขึ้น
เงินอุดหนุน: สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่
การผลิตชดเชย: รัฐบังคับให้ผู้ผลิตต้องผลิตรถในไทยชดเชยการนำเข้าในอัตรา 1 : 2 คัน ในปี 2569 และจะเพิ่มเป็น 1 : 3 คัน ในปี 2570
คำแนะนำ “มือใหม่” ก่อนตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้า

1. อย่าซื้อเพราะแค่ส่วนลด แต่ให้เช็กความสามารถในการผ่อนชำระระยะยาว โดยหนี้รถไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้
2. เช็กค่าใช้จ่ายก้อนแรก นอกจากราคาค่าตัวรถแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องเตรียมไว้ประมาณ 50,000 – 100,000 บาท ได้แก่ ค่าติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ค่าเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า และค่าประกันภัยชั้น 1
3. เช็กความคุ้มค่าระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นค่าพลังงาน ค่าบำรุงรักษา และมาตรการลดภาษีรถไฟฟ้าของรัฐบาล
4. สำรวจที่พักอาศัย หากอยู่คอนโด ต้องเช็กว่านิติบุคคลอนุญาตให้ติดเครื่องชาร์จหรือไม่ หรือมีจุดชาร์จส่วนกลางที่เพียงพอไหม เพราะถ้าหากต้องพึ่งพาตู้ชาร์จสาธารณะอย่างเดียว ก็จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และเสียเวลาเดินทาง

5. เลือกขนาดแบตเตอรี่ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ หากเน้นขับในเมือง ควรเลือกแบตเตอรี่ขนาด 40-50 kWh วิ่งได้จริงประมาณ 300 กม. ก็เพียงพอ แต่หากต้องเดินทางข้ามจังหวัดบ่อย ๆ ควรเลือกขนาด 60 kWh ขึ้นไป
6. เช็กโครงข่ายสถานีชาร์จ โหลดแอปพลิเคชันของค่ายต่าง ๆ เพื่อดูว่าเส้นทางที่ใช้งานอยู่ประจำ มีจุดชาร์จรองรับหรือไม่
7. ความเชื่อถือของแบรนด์ ปัจจุบันมีแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาให้เลือกมากมาย ให้เน้นแบรนด์ที่มีศูนย์บริการใกล้บ้าน และมีคลังอะไหล่ในไทย เพื่อเลี่ยงปัญหารออะไหล่นาน เมื่อเกิดอุบัติเหตุ
8. อย่ามองแค่ราคาขายต่อ เนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่พัฒนาเร็วมาก ทำให้รถ EV ราคาขายต่ออาจตกลงเร็วกว่ารถน้ำมัน ควรจะมองที่ความคุ้มค่าจากการประหยัดค่าน้ำมันตลอดการใช้งานเป็นหลัก
สรุปแล้วหากสถานะทางการเงินพร้อม ซื้อแล้วไม่เป็นภาระ รถไฟฟ้า ก็ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในยุคนี้แน่นอน!!
ข้อมูลอ้างอิง : www.gsb.or.th

ยินดีให้บริการ